รังศีธนู อินทปญฺโญ (ราศีธันวา)

คิดด้วยสมอง สนองด้วยมือ

การศึกษาไทยกับประชาคมอาเซียน

แสดงความคิดเห็น

นการสัมมนาวิชาการครั้งนี้จุดประสงค์ คือ การเตรียมความพร้อมให้กับนักการศึกษา และครูผู้สอน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : Association of South East Asian Nations : ASEAN) ที่เป็นรูปธรรมในปีพ.ศ. 2558 ที่จะถึงนี้ ซึ่งประอบด้วย 3 เสาหลัก คือ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และ สังคมและวัฒนธรรม (ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เหมือนกับว่าจะเป็นการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) เสียมากกว่า) เพราะทุกวันนี้เราพบเห็นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลประชาคมอาเซียนตั้งแต่เช้าจรดเย็น จากสื่อมวลชน ภาครัฐ และในโรงเรียน จนเหมือนกับว่าอาเซียนเป็นสิ่งใหม่ที่เราต้องเตรียมรับมือหรือเปล่า ?

                หากพิจารณาในประวัติความเป็นมา สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2510 หลังจากการลงนามในปฏิญญาสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Declaration of ASEAN Concord) หรือเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ปฏิญญากรุงเทพ (The Bangkok Declaration) โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งมี 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ซึ่งผู้แทนทั้ง 5 ประเทศที่ร่วมลงนามในปฏิญญากรุงเทพ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเราอยู่ในประชาคมอาเซียนกันมาตั้งนานแล้ว…

                ประเด็นสำคัญคือ จะเกิดอะไรขึ้นในปีพ.ศ. 2558 ซึ่งจากการฟังวิทยากรร่วมอภิปรายพบว่ามีผลกระทบในแง่บวกและลบ โดย

                                Global sourcing/networking เกิดการทำงานและความร่วมมือในประเทศสมาชิกได้ดีขึ้น

                                Global lifestyle การรวมกลุ่มจะนำไปสู่วิถีชีวิตแบบใหม่

                                Trade and culture เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในประเทศกลุ่มอาเซียน ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสานวัฒนาธรรม เกิดวัฒนธรรมใหม่ หรือการสูญหายของวัฒนธรรมได้

                                High energy costs การรวมกลุ่มประเทศอาจช่วยให้เกิดความร่วมมือและความมั่นคงด้านพลังงาน หรืออาจเกิดภาวะขาดแคลนพลังงานก็ได้

                                Innovation เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือรูปแบบการผลิตใหม่ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและแลกเปลี่ยนร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียน

                                Aging society การร่วมมือทางการแพทย์และสาธารณูปโภค นำไปสู่คุณภาพ และสุขภาวะของประชาชนในประเทศกลุ่มอาเซียน

                                Global power shift เกิดศูนย์อำนาจการต่อรอง เช่นเดียวกับ EU

 

                จะเห็นได้ว่าประโยชน์ในแง่บวกคือสภาเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ผลกระทบทางลบไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมและการค้ายาเสพติดข้ามชาติเป็นสิ่งที่น่ากังวล ยังไม่รวมถึงความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและความเชื่อรวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีการรวมกลุ่มประเทศ…มาถึงวันนี้ เราคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้ แต่เราคงต้องรู้เท่าทันถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น แล้วกลับมามองตัวเองว่าเราพร้อมรึยังในการรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้น

                เมื่อหันกลับมามองเยาวชนไทย พบว่า เด็กไทยขาด:

                                ทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ วางแผน

                                รักการอ่าน การทำวิจัย

                                คุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย

                                ความเชื่อมั่นในตนเอง

                                การฝึกอบรม

                                การสงสัย การถามคำถาม การศึกษาแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

                                ความสามารถในการเชื่อมโยงการศึกษากับภาคแรงงาน (ไม่รู้ว่าจบไปแล้วทำอะไร)

                เราต้องรีบพัฒนา โดยต้องให้ความสำคัญของคนมากกว่าองค์กร คือมองให้ไกลกว่าไทย (แต่ไม่ลืมความเป็นไทย) ทำงานเป็นทีมให้เป็น  พัฒนาทักษะการคิดให้ก้าวไกล พัฒนาทัศนคติเชิงบวกในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ยอมรับความแตกต่างระหว่างระดับการศึกษา เชื้อชาติ วัฒนธรรมที่แตกต่าง ไม่ลืมอดีต แต่ต้องไม่ยกอดีตมาเป็นข้อขัดแย้งให้เกิดกับประชาชนในแต่ละประเทศ

                หากพิจารณาความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของไทย พบว่า ภาคเศรษฐกิจมีความพร้อมมากที่สุด ความมั่นคงเป็นสิ่งที่การเสวนานี้มิได้กล่าวถึง เพราะวิทยากรทั้งหมดไม่ได้อยู่ฝ่ายความมั่นคง (การเมืองในประเทศและต่างประเทศในปัจจุบันค่อนข้างมีเสถียรภาพมากในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ปัญหาอาชญากรรมและการค้ายาเสพติดข้ามชาติยังคงเป็นปัญหาคาใจ) แต่ด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งระบบการศึกษาไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาความรู้ความเข้าใจในสภาพสังคมวัฒนธรรมที่มิใช่การแต่งชุดประจำชาติ เพราะจะมีสักกี่คนในประเทศนั้นๆ แต่งชุดประจำชาติตลอดเวลาหรือทั่วไป การเรียนรู้สภาพสังคมจริงๆ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ควรเข้าใจเพื่อลดความขัดแย้งและส่งเสริมมิตรภาพอันดีต่างหากที่ควรสนับสนุนให้เกิด ภาษาที่สาม (มีนโยบายให้จัดการศึกษาภาษาไทยเป็นภาษาที่หนึ่ง ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง และภาษาประเทศในกลุ่มอาเซียนเลือกมาหนึ่งเป็นภาษาที่สาม) จำเป็นหรือไม่ หากเยาวชนไทยยังใช้ภาษาไทยไม่ได้ดีเลยด้วยซ้ำภาษาอังกฤษยิ่งไม่ต้องพูดถึง แล้วภาษาที่สาม…

                เยาวชนไทยไม่ใช่คนไร้ความสามารถ แต่เราต้องเตรียมความพร้อมให้กับเขาเหล่านั้นสามารถเผชิญปัญหา และสถานการณ์ต่างๆได้ด้วยตนเอง ซึ่งนักการศึกษาและผู้หลักผู้ใหญ่ในไทยควรตระหนักแต่ไม่ตระหนก หรือคำนึงถึงแต่ประโยชน์ทาเศรษฐกิจโดยลืมสภาพสังคม ประชาชน หรืออาชญากรรม

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.